เชิญเพื่อนเข้าไปดูภาพกิจกรรมของรุ่นที่คลังเก็บภาพ http://crma26.multiply.com/photos
หลักสูตรการพัฒนาองค์ความรู้
หลักสูตรการพัฒนาองค์ความรู้การก่อการร้าย และการก่อความไม่สงบ
สำหรับผู้บริหาร : ได้ประโยชน์อะไร?
พ.อ.ดิเรก พรมบาง
สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ใช่ว่าจะเป็นภัยคุกคามใหม่ ความคิดในการแบ่งแยกดินแดนนั้นมีมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๕ อันเป็นผลมาจากนโยบายสร้างรัฐชาติ และการปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ซึ่งยังดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบัน บางห้วงเวลาก็สงบบ้าง บางห้วงเวลาก็รุนแรงตามปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆประกอบกัน และกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ ๔ อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส เมื่อวันที่ ๔ ม.ค.๔๗ เป็นต้น
สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ใช่ว่าจะเป็นภัยคุกคามใหม่ ความคิดในการแบ่งแยกดินแดนนั้นมีมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๕ อันเป็นผลมาจากนโยบายสร้างรัฐชาติ และการปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ซึ่งยังดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบัน บางห้วงเวลาก็สงบบ้าง บางห้วงเวลาก็รุนแรงตามปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆประกอบกัน และกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ ๔ อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส เมื่อวันที่ ๔ ม.ค.๔๗ เป็นต้นมา ได้พัฒนาและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินประชาชนอย่างมากมาย
กองทัพบกได้จัดกำลังทหารจากพื้นที่ต่างๆของประเทศ(กองทัพภาค) เป็นหน่วยเฉพาะกิจหมุนเวียนลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้การบังคับบัญชาของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ ๔ ส่วนหน้า ด้วยมีแนวคิดต้องการนำสันติสุขคืนสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้เร็วที่สุด และสร้างความมั่นคงในพื้นที่ให้ได้อย่างยั่งยืน และถาวร ด้วยการผนึกกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ และภาคประชาชนในการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล และการน้อมนำยุทธศาสตรพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “แนวทางสันติวิธีและสมานฉันท์”เป็นแนวทางปฏิบัติ แต่ประเด็นที่ผู้เขียนสนใจ คือ รากเหง้าของปัญหาคืออะไร กำลังพลที่ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นภูมิสังคม (Social Terrian) และความเป็นภูมิศาสตร์ของบุคคล (Human Terrian) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากน้อยอย่างใด ตลอดจนการฝึก และการประยุกต์หลักนิยมใช้ในการปฏิบัติการทาง ยุทธวิธี มีความสอดคล้องกับปัญหาในพี้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่
เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๕๐ ผู้เขียน และกลุ่มเพื่อนได้ร่วมกันคิด กองทัพบกน่าจะรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้ที่กระจายอยู่ตามสำนักคิดต่างๆทั้งที่เป็นหนังสือ บทความ ผลการสัมมนา งานวิจัย ฯลฯ มาจัดทำเป็นองค์รวม ไว้ให้หน่วยที่จะลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ศึกษา แต่ด้วยปัจจัยทางการเมืองในเมืองหลวงขณะนั้น (เมื่อ คมช. ถ่ายโอนอำนาจจัดตั้ง ครม.ใหม่แล้ว ภาวะทางการเมืองยังไม่ปกติ) ทำให้แนวคิดที่จะดำเนินการครั้งนั้นต้องชะลอไว้ก่อน ประกอบ
กับห้วงเวลาต่อมาประมาณกลางปี ๒๕๕๐ และต้นปี ๒๕๕๒ ผู้เขียนมีได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม และเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาวิจัยในพื้นที่ พร้อมกับให้กำลังใจการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจ ทำให้พิจารณาว่า “กองทัพบกน่าจะมีการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจของกำลังพลที่จะมาปฏิบัติงานในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ฝึก-ศึกษาทำความเข้าใจจนสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติเป็นฝ่ายรุกในการปฏิบัติได้”
เมื่อ รร.เสธ.ทบ. (คณาจารย์ส่วนวิชาปฏิบัติการพิเศษ) ได้เปิดอบรมหลักสูตร “การพัฒนาองค์ความรู้การก่อการร้าย และการก่อความไม่สงบ สำหรับผู้บริหาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจการก่อการร้าย ,สงครามการต่อต้านการก่อการร้าย การก่อความไม่สงบ และการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ ความเชื่อมโยงสงครามการก่อการร้ายระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และได้องค์ความรู้ใหม่ที่จะนำไปกำหนดนโยบายโดยเฉพาะการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้เขียนจึงได้สมัครเข้ารับการอบรมร่วมกับผู้เข้ารับการอบรมอื่นๆ จำนวน ๓๕ คน เป็นข้าราชการทหารตั้งแต่ ระดับ ผอ.กอง , ข้าราชการพลเรือน ระดับ ๘ หรือเทียบเท่าขึ้นไป และภาคเอกชน ที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารกำหนดนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ๓ เหล่าทัพ ๑๗ นาย ข้าราชการตำรวจ ๗ นาย ข้าราชการพลเรือน ๖ คน สื่อมวลชน ๔ คนและ ภาคเอกชน ๑ คน ในระหว่างการอบรมได้มีโอกาสพัฒนาสัมพันธ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระดับผู้บริหารกำหนดนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย นโยบายการป้องกัน และปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ ได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในความหลากหลายมุมมอง จนได้ข้อสรุปเป็นฉันทามติในการสัมนา ระยะเวลาในการอบรมแม้จะเป็นห้วงสั้น ๆ(๑๒ ม.ค. – ๑๘ ก.พ.๕๓ รวม ๖ สัปดาห์ๆ ละ ๒ วัน วันอังคาร และวันพฤหัสบดี) ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยที่ได้รับการอบรมในหลักสูตร ในการสัมมนาในแต่ละหัวข้อในแต่ละครั้ง ได้พบประผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้าย และการก่อความไม่สงบ นักวิชาการ โดยเฉพาะในวันสุดท้ายของหลักสูตรได้รับฟังและซักถามผู้เข้าร่วมขบวนการ ในระดับหัวหน้าผู้ปลุกระดมทางการเมือง และแกนนำของ RKK (ระดับผู้บังคับกองพัน) “ทำไมเขาจึงได้เลิกอุดมการณ์ (แบ่งแยกดินแดน)”คำตอบที่ได้ คือ “เขาไม่ได้เลิกอุดมการณ์ เพียงแต่มาใช้แนวทางสันติเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าโอกาสบังคับให้เขาต้องกลับไปทำก็ต้องทำ” ทำให้ได้รู้ได้เห็นแววตาและพฤติกรรมภายนอกของผู้ก่อความไม่สงบว่ามีความมุ่งมั่น ต่ออุดมการณ์ของขบวนการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ โดยมีลำดับขั้นของการดำเนินการ ด้วยการบ่มเพาะประชาชนในพื้นที่ (Socialization)ทุกกลุ่มทุกระดับ ให้เห็นความแตกต่างในสังคมตั้งแต่เกิดมาและเน้นย้ำไปในวิถีชีวิตประจำวันอยู่บ่อยๆ นั่นจึงเป็นแหล่งจูงใจให้ผู้เข้าร่วมขบวนการ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ถ้าฝ่ายเรายังไม่สามารถหยุดยั้งการบ่มเพาะนี้ได้
ตอนเกิดเหตุการณ์ ปี ๔๗ ใหม่ ๆ ผู้เขียนได้สอบถามรุ่นพี่ๆ หลายท่านมีความคิดเห็นคล้อยตามกันว่า วิธีแก้ปัญหาในหลักการคือ “โจรต้องสู้ด้วยโจร”แต่จะปฏิบัติอย่างไร ขึ้นอยู่กับเหตุที่มาของโจร ก็พอเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า การจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ก็โดยตัดวงจรการบ่มเพาะประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะเยาวชน ด้วยวิธีการ “วิศวกรรมย้อนร้อย” การบ่มเพาะเยาวชน และคนในชาติทุกกลุ่มทุกระดับให้มีความรู้ ความเข้าใจรากเหง้าของปัญหา มีความมุ่งมั่นต่ออุดมการณ์ของชาติและสร้างสรรค์สันติ การยอมรับความหลากหลายในเพื่อนมนุษย์ที่มีความแตกต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ภายใต้รัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย
ผลที่ได้ของหลักสูตร ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับทราบ เนื้อหาการบรรยายและข้อมูลที่เป็นจริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลอันเกิดจากประสบการณ์ของผู้เข้ารับการอบรม ต่างมีความเข้าใจ และยอมรับแนวคิดอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาทิ เช่น การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผู้ก่อความไม่สงบได้ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะที่มีส่วนรวมในการบริหารกำหนดนโยบาย หรือการนำนโยบายไปปฏิบัติ จะได้นำไปประยุกต์ใช้กับนโยบายการแก้ปัญหาความมั่นคงโดยเฉพาะความเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของทุกภาคส่วนให้มีเอกภาพ ตรงจุด และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งสื่อมวลชนที่เข้ามามีส่วนรวม จะได้ช่วยกระจายองค์ความรู้และขยายผลให้ประชาชนของประเทศมีส่วนรับรู้ เชิงสาธารณะ เข้าใจ นำไปสู่การมีส่วนร่วม แก้ไข ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น
การต่อต้านการก่อการร้าย และการปราบปรามการก่อความไม่สงบนั้น ไม่ใช่งานที่ทำเฉพาะหน่วยทหารเพียงหน่วยเดียว แต่ต้องอาศัยหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้วย การที่บุคลากรของหน่วยงานเหล่านี้ มีความคุ้นเคย รู้ และมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการบูรณาการงานที่เกิดขึ้น หลักสูตรนี้จึงมีคุณูปการต่อกองทัพบกและประเทศชาติในการรวบรวมและสร้างองค์ความรู้ เรื่องการก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบอย่างกว้างขวางไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสามารถนำองค์ความรู้เบื้องต้นที่ได้นำไปประกอบการเรียนการสอนในหลักสูตรต่างๆ ต่อไป
ผู้เข้ารับการอบรมทั้ง ๓๕ ท่าน มีความเห็นเป็นฉันทามติ ให้ข้อเสนอแนะและความคาดหวัง ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้เล็งเห็นความสำคัญและริเริ่มจัดทำ และทำให้เกิดหลักสูตรนี้ ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาในกองทัพบก และได้รับการส่งเสริมให้หลักสูตรนี้พัฒนาเป็นหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานในการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในการบริหารกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ เกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย การป้องกัน และปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบต่อไป และนำผลที่ได้จากผู้เข้ารับการอบรมในแต่ละรุ่น (ไม่ควรน้อยกว่า ๕ รุ่น) นำมาคัดกรองจนได้หลักการเบื้องต้น แล้วไปดำเนินการ “สัมมนาเชิงปฏิบัติการ”โดยใช้หลักการเบื้องต้นที่ได้เป็นหัวข้อสัมมนา (เป็นวิธีการวิจัยทางด้านหลักการประเภทหนึ่ง) โดยกำหนดผู้เข้าร่วมสัมมนาขั้นสุดท้ายเน้นเฉพาะระดับผู้บริหารกำหนดนโยบายและผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติโดยตรงช่วยกันพิจารณาให้ได้หลักการที่สมบูรณ์เหมาะกับบริบท สถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคตแล้วขยายผลนำหลักการที่ได้จากการสัมมนาขั้นสุดท้ายนั้นไปกำหนดนโยบาย / หรือ จัดทำเป็นหลักนิยม หรือคู่มือราชการสนามว่าด้วยการ ปปส.ใช้ในกองทัพบกต่อไป และผู้เขียนมีความคิดเห็นเพิ่มเติม การจัดทำหลักนิยม หรือคู่มือราชการสนาม ในการ ปปส. .ใหม่ (เดิมที่มีอยู่ ๓ มาตรการหลัก ๒ มาตราการรอง) น่าจะพิจารณา การปฏิบัติต่อประชาชนที่แทรกอยู่ในมาตราการต่างๆ ออกมาเป็นอีกมาตรการหนึ่ง เป็นมาตรการ “การปฏิบัติต่อประชาชน และการจัดระเบียบพื้นที่” ด้วยปัจจัยการก่อความไม่สงบในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มีการปฏิบัติการเฉพาะในป่า ภูเขา หรือพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบันได้เพิ่มการปฏิบัติการในเมืองควบคู่กันไป ฉะนั้นปัจจัยทางด้านประชาชนจึงปัจจัยสำคัญใน ปปส. ยุคใหม่ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกพื้นที่ ทุกกองกำลังของประเทศไทย”
-----------------------------------



