Main Menu
รวม webboard
Who's on line
เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Webmaster
          datamatrix
เชิญเพื่อนเข้าไปดูภาพกิจกรรมของรุ่นที่คลังเก็บภาพ  http://crma26.multiply.com/photos

 
เพื่อนๆท่านใดต้องการเสนอข้อมูลข่าวสารลง Web crma26.com ส่งข้อมูลไปที่ E-mail : tanakorn_js@hotmail.com

 
 

เขาให้เขียน(29)

เขาให้เขียน(29)

ตอน โครงการฝนหลวง

พ.อ.ดิเรก  พรมบาง

                                             ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน           นบพระภูมิบาลบุญดิเรก

เอกบรมจักริน        พระสยามินทร์พระยศยิ่งยง  เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ผลพระคุณ ธ รักษา     ปวงประชาเป็นสุขศานต์      ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด

 จงสฤษดิ์  ดัง     หวังวรหฤทัย       ดุจถวายชัย ชโย

เพลงสรรเสริญพระบารมี

  กล่าวนำ

                ปี พ.ศ. 2551 – 2552 สภาพอากาศโดยทั่วไปทำให้ประชาชนคนไทยได้ตื่นเต้นจากที่เคยเป็นอยู่ ในปีที่ผ่าน ๆ มา ฤดูหนาวในปีนี้ พฤศจิกายน – มกราคม ความหนาวเย็นได้มาเยือนยาวมากกว่าปกติ หลายท่านต้องรีบจัดหาเครื่องทำความอบอุ่นเพิ่มเติม ความหนาวเย็นได้ล่วงยาวมาถึง กุมภาพันธ์ ก็เป็นสิ่งซึ่งทุกคนชื่นชอบ แต่บนความชื่นชอบนั้นมีสิ่งที่ตามมา คือ ฤดูแล้ง ที่จะมาเยือนในเร็ววันนี้ ทำให้นึกถึงประชาชนชาวไทยซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่มีอาชีพทางการเกษตร และอาศัยน้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ปัจจุบันมีการผลิตกันตลอดทั้งปี ฤดูแล้งนี้จะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ ยิ่งเมื่อได้เห็นภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล โดยมีนายสุเมธ  ตันติเวชกุล ประธานกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายรอยล  จิตรดอน กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ กราบบังคมทูลถวายงานสรุปสถานการณ์ประเทศไทยปี 2551 และรับพระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของสถาบันฯ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงมีพระราชดำริโครงการฝนหลวง และพระราชทานตำราฝนหลวง แด่พสกนิกรของพระองค์ ได้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภค และประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการดำรงวิถีชีวิตได้สมบูรณ์

 

   ความเป็นมา

                ในปี พ.ศ.2498 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้ง และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้น แผ่นดินภาคอีสานแตกระแหงเป็นผุยผง ฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่าที่ผ่านไป เมื่อเวลาฝนตกหนักก็ทำให้น้ำท่วมเสียหาย ครั้นหน้าแล้งก็ปราศจากฝนที่จะตกลงสู่พื้นดิน ความทุกข์ของราษฎร์ที่ขาดแคลนน้ำดื่มกิน และใช้ในการเกษตรที่ฝนขาดทิ้งช่วงไป บางครั้งบางปี ฤดูฝนก็มาล่ากว่าปกติ หรือไม่ก็หมดเร็วผิดปกติ จากพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ นับแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติจนถึงทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบเห็นความผันแปรของธรรมชาติ อันวิปริตตามเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนินทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศยาน ทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถรวมตัวกันจนก่อกำเนิดเป็นฝนได้ พระองค์ทรงคิดคำนึงว่า จะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์วิธีใดวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่าด้วยลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ  และภูมิประเทศของประเทศไทยนี้ ที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนตกได้อย่างแน่นอน

                พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่จึงบังเกิดโครงการ “ฝนหลวง” ที่ก่อร่างเป็นเค้าโครงการ ตามที่พระองค์ทรงเล่าไว้ใน Rainmaking story ว่า

                “เราได้หยุดอย่างเป็นทางการที่ทางแยกกุฉินารายณ์ และสหัสขันธ์ ณ ที่นั่น ข้าพเจ้าได้สอบถามราษฎรเกี่ยวกับผลผลิตข้าว ข้าพเจ้าคิดว่าความแห้งแล้งต้องทำลายผลผลิตของพวกเขา แต่ข้าพเจ้าต้องประหลาดใจ ราษฎรเหล่านั้นกลับรายงานว่า พวกเขาเดือนร้อนเพราะน้ำท่วม สำหรับข้าพเจ้าเป็นการแปลก เพราะพื้นที่แถบนั้นมองดูคล้ายทะเลทราย มีผงดินฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไป แท้จริงแล้วพวกเขามีทั้งน้ำท่วมและฝนแล้ง นั่นคือทำไมประชาชนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงยากจน”

                แนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาความผันแปรไม่แน่นอนของฝนธรรมชาติในเวลานั้นที่จะจัดการทรัพยากรน้ำใน 2 วิธี คือ

                                1. การสร้างเขื่อน (Check – dam) ชะลอการไหลบ่าของน้ำไม่ให้ท่วม และเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้ง

                                2. หาวิธีทำฝนเทียม (Rainmaking) บังคับเมฆให้ตกเป็นฝนในพื้นที่ต้องการ

                นับจากนั้นเป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางเอกสารทั้งด้านวิชาการ อุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญ จากเอกสารที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัยจึงพระราชทานแนวคิดแด่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์  เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น และพร้อมกันนั้นพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้ ดังพระราชดำรัสว่า

                “.........แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี้ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ก็ปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้ มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือ ทำได้..........”

                ต่อมาไม่นาน จึงเกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียม หรือฝนหลวงในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเมื่อปี 2512 ด้วยความสำเร็จในโครงการอันเต็มเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ต้องการให้ราษฎรพ้นจากความแห้งแล้ง จึงก่อเกิดตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง สำนักปฏิบัติการฝนหลวงในปี พ.ศ.2518 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้เพื่อยังชีพ และใช้ในการเกษตร

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับขั้นตอนการทำฝนหลวง

             การทำฝนหลวงเป็นกรรมวิธีเหนี่ยวนำน้ำจากท้องฟ้า โดยปฏิบัติการจะต้องให้เครื่องบินที่มีอัตราบรรทุกมาก ๆ บรรจุสารเคมี ขึ้นไปโปรยปรายบนท้องฟ้า โดยวิธีการคือ ต้องดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน

                ปัจจัยสำคัญประการแรกนั้นที่ทำให้เกิดฝน คือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศทางเบื้องบนแล้ว อุณหภูมิของมวลอากาศที่บนท้องฟ้าจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากแม้นอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอ จะเกิดการทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว เมื่อกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว ก่อกำเนิดเกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย “สูตรร้อน” เพื่อใช้กระตุ้นเร่งเร้ากลไกหมุนเวียนของบรรยากาศ “สูตรเย็น” ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกำหนดขั้นตอนกรรมวิธีการทำฝนหลวงขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ ตามลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

                ขั้นตอนที่หนึ่ง : ก่อกวน คือ การที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนนี้จะมุ่งใช้สารเคมีกระตุ้น ปรากฏให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักไอน้ำ หรือการชักนำความชื้นให้เข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ในแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้ถึงแม้ว่าจะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ที่ต่ำ (มีค่า Critical realative humidity ต่ำ) ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้กลไกกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวลอากาศ (คือ เป็นการสร้าง Surrounding เพื่อให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเมฆ) ทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการให้ฝนโปรยปราย เมื่อเมฆเริ่มเกิดการก่อตัวเริ่มขึ้น และการเจริญเติบโตเป็นไปในทางตั้ง แล้วจึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาความร้อนโปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม (main cloud core) ในบริเวณปฏิบัติสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป

                ขั้นตอนที่สอง : เลี้ยงให้อ้วน เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโตเป็นระยะที่สำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะขั้นตอนนี้เป็นการไปเพิ่มพลังให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยี และประสบการณ์ หรือศิลปะแห่งการทำฝนควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อกำหนดการตัดสินใจโปรยสารเคมี ฝนหลวงชนิดใด ณ ที่ใด ของกลุ่มก้อนเมฆ และต้องโปรยในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะกระบวนการนี้ต้องให้ละอองเมฆเกิดสมดุลกับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลายได้

                ขั้นตอนที่สาม : โจมตี เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆหรือกลุ่มเมฆฝนในขั้นนี้ มีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะต้องมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้ เครื่องบินจะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีก และกระจังหน้า ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญ และฝีมืออาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไป การปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ผู้ปฏิบัติต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง 2 ประเด็น คือ การเพิ่มปริมาณฝนตก และให้ฝนเกิดการตกกระจายไป

 

พระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับกลยุทธ์ในการพัฒนา “ฝนหลวง”

                เมื่อวันที่ 1 – 2 กรกฎาคม 2512 ได้เริ่มการทดลองทำฝนหลวง การปฏิบัติการในครั้งแรกนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์  เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองคนแรก และได้เลือกพื้นที่ วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลอง โดยเริ่มจากการหยอดก้อนน้ำแข้งแห้ง (dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน 1  ลูกบาศก์นิ้วเข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นที่ทดลอง ทำให้กลุ่มเมฆเหล่านั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆ เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตาไม่สามารถสังเกตได้เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผลโครงการสำรวจทางภาคพื้นดินในครั้งนั้น ได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากบรรดาราษฎรว่าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่จริง ครั้งแรกของการปฏิบัติฝนหลวงจึงนับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

                กลยุทธ์ในการพัฒนา “ฝนหลวง” ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพที่สั่งสมจากการทดลอง ศึกษา วิจัยอย่างเป็นระบบ จนสามารถกำหนดเป็นพระราโชบายสำคัญ 3 ประการ คือ

                                1. ทรงเน้นให้มีการพัฒนาวิธีการทำฝนหลวงไปในแนวทาง และรูปแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์

                                2. ทรงย้ำถึงบทบาท และความสำคัญของการทำฝนหลวง ในลักษณะที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

                                3. ทรงเน้นว่า สิ่งสำคัญทำให้เกิดการดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ได้ คือ การร่วมมือและประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                พระองค์ได้ทรงแนะนำให้ศึกษาข้อมูล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องทางภาคพื้นดินให้มากดังเช่น แผนภูมิความชื้นสัมพัทธ์ทางภาคพื้นดินในอากาศบริเวณนั้น ๆ  คณะปฏิบัติการทดลองได้น้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม และได้น้อมนำรับนำมาปฏิบัติสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งพอสรุปรวมความได้ดังนี้

                                1. การวิจัย และค้นคว้าทดลองเป็นสิ่งสำคัญต้องดำเนินต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด

                                2. อย่าสนใจต่อข้อวิจารณ์ที่ก่อให้เกิดความท้อแท้ใจ ให้มุ่งมั่นพัฒนาต่อไป

                                3. ให้บันทึกรวบรวมผลการปฏิบัติไว้เป็นตำรา

                สำนักปฏิบัติการฝนหลวงมิได้หยุดยั้งในการค้นหาลู่ทางดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน จากเมฆเย็น ในปี พ.ศ.2531 ได้ทำการศึกษาวิจัย และทดลองการยิงสารเคมีจากเครื่องบินระดับความสูง 35,000 ฟุต เข้าไปกระตุ้นกลไกการเปลี่ยนแปลงสถานะของเหลว (เย็นจัด) ของหยดน้ำ (cloud droplets) ให้เป็นผลึกน้ำแข็ง (ice crystals) ร่วงหล่นลงมาละลายสมทบกับหยดน้ำในเมฆอุ่นเกิดเป็นฝนตกปริมาณหนาแน่นยิ่งขึ้น ประกอบกับในปี 2539 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เพื่อเฉลิมฉลองในวาระอันเป็นมงคลยิ่ง จึงได้ตั้งศูนย์วิจัยปฏิบัติการฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติขึ้น เพื่อดำเนินการวิจัยการทำฝนหลวงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น การดำเนินการวิจัยจะประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของประเทศไทยเกือบทั้งสิ้น สมตามพระราโชบายที่ทรงพระราชทานไว้ และในการนี้ พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์ภาพ “ตำราฝนหลวง” ด้วยคอมพิวเตอร์ แสดงขั้นตอน และกรรมวิธีดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนจากเมฆอุ่น และเมฆเย็น พระราชทานแก่นักวิชาการฝนหลวงถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2542  

 

  ผลการดำเนินโครงการ “ฝนหลวง”

                เมื่อประสบผลสำเร็จในการทดลองศึกษาวิจัยและพัฒนากระบวนการและกรรมวิธีฝนหลวง จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว ความต้องการฝนหลวง เพื่อช่วยพื้นที่เกษตรกรรม และการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคได้รับการร้องเรียนขอความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น อย่างช่วงระหว่าง พ.ศ.2520 – 2534 มีการร้องเรียนขอฝนหลวงแล้วถึงปีละ 44 จังหวัด ซึ่งทรงพระเมตตาอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกษตรกรไทย ในการบรรเทาการสูญเสียทางเศรษฐกิจให้ประสบความเสียหายน้อยที่สุด นอกจากนี้ประโยชน์สำคัญที่ควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคก็คือเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่ อ่างและเขื่อนเก็บกักน้ำ เพื่อชลประทานและผลิตกระแสไฟฟ้า แหล่งน้ำและต้นน้ำลำธารธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยทำนุบำรุงป่าไม้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ความชุ่มชื้นที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากฝนหลวงจะช่วยลดการเกิดไฟป่าได้อย่างมาก พร้อมทั้งบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราหลายประการ เช่น ช่วยแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในแม่น้ำลำคลอง

                นับตั้งแต่ได้เริ่มปฏิบัติการฝนหลวงจนถึงวันนี้ สังคมเกษตรกรชาวไทยที่อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นวิถีหลัก ได้พัฒนาสู่การเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และพอเพียงเพื่อเลี้ยงตัวให้อยู่ในสังคมได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง จากความทุกข์ของราษฎร์ที่เปลี่ยนมาเป็นทุกข์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่รับเป็นราชภาระในความทุกข์ของอาณาประชาราษฎร์ ที่วันนี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสุขที่ได้ทรงช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้

                ฝนหลวงจึงนับว่าเป็นที่พึ่งของเกษตรกรยามเกิดภัยแล้งได้อย่างแท้จริง และได้ก้าวเข้ามามีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติ นานาประการจนมิอาจกล่าวได้หมด วันนี้ สภาพความแห้งแล้งอันเป็นภัยพิบัติธรรมชาติ ได้กลับพลิกฟื้นคืนสู่สภาพที่สดชื่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง บนผืนแผ่นดินไทย โดยพระราชดำริ “ฝนหลวง” อันเกิดจากน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสอดส่องดูแลทุกข์สุขและห่วงใยทุกชีวิตโดยแท้

 

ฝนหลวงกับรางวัลเชิดชูเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                กิจกรรมดัดแปรสภาพอากาศได้ถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมประจำปีของ คณะอนุกรรมการอาเซียน ว่าด้วยอุตุนิยมวิทยา และธรณีฟิสิกส์   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการทำฝนเทียม ประเทศไทยได้รับการยอมรับในความเป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลางกิจกรรมการดัดแปรสภาพอากาศแห่งอาเซียน (ASEAN Weather Modification Center) และให้จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำฝนเมฆอุ่นด้วยสารเคมีดูดความชื้น โดยผู้แทนองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมดังกล่าวในปี พ.ศ.2545

                การทำฝนหลวงของไทยได้รับเกียรติจาก WMO ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยการดัดแปรสภาพอากาศ ครั้งที่ 7 ของ WMO เมื่อวันที่ 17 – 22 กุมภาพันธ์ 2542 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จแทนพระองค์ในพิธีเปิดการประชุม และประเทศไทยได้นำเสนอผลงานโครงการฝนหลวงต่อที่ประชุม ซึ่งโครงการดังกล่าวยืนยันประสิทธิภาพในการทำงานฝนหลวง ทั้งจากเมฆเย็นและเมฆอุ่น จนได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ โดยยกให้เป็น 1 ใน 2 โครงการของโลกที่มีความน่าสนใจที่สุด

                ในปี 2544 ประธานจัดงานประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางเทคโนโลยี “Brussels Eureka 2001 ได้มีหนังสือขอพระบรมราชานุญาต นำผลงานโครงการพระราชดำริไปร่วมแสดงนิทรรศการที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 13 – 22 พฤศจิกายน 2544 ในการนี้ สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร นำเทคโนโลยีฝนหลวงไปจัดแสดง ผลปรากฏว่าโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” (The King’s Initiative Project : Royal Rainmaking) ได้รับรางวัลเหรียญทองเชิดชูเกียรติ และหนังสือประกาศเกียรติคุณ ในฐานะเป็นโครงการดีเด่นด้านสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

 

  สรุป   

                โครงการฝนหลวง เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริขณะที่เสด็จเยี่ยมประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2498 ได้ทรงพบเห็นความเดือนร้อนของประชาชน อันเนื่องมาจากความผันแปรไม่แน่นอนของฝนธรรมชาติซึ่งมีทั้งน้ำท่วมเมื่อฝนมา และน้ำแล้งเมื่อหมดฝน แนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาความผันแปรไม่แน่นอนของฝนธรรมชาติในเวลานั้น อยู่ที่การจัดการทรัพยากรน้ำใน 2 วิธี คือ การสร้างเขื่อน (Cheek – Dam) และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กเพื่อชะลอการไหลผ่านของน้ำจากเขาไม่เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และสามารถเก็บเป็นน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งต่อไป และการทำฝนเทียม หรือฝนหลวง เพื่อบังคับให้เมฆตกเป็นฝนในพื้นที่ที่ต้องการเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาความทุกข์ยาก อันเนื่องมาจากน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซึ่งอีก 14 ปีต่อมาปี 2512 ได้มีการการทดลองทำฝนครั้งแรกขึ้น และผลสำเร็จภายใต้การนำ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์  เทวกุล ผู้รับสนองพระราชดำริ  ระหว่างปี 2512 – 2514 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมรับวิธีการทำฝนหลวงมาปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ศึกษา พัฒนา ติดตามผล แนะนำการปฏิบัติทุกครั้งที่เกิดภัยแล้ง ในปี 2542 ได้ทรงคิดค้นประดิษฐ์ ภาพ