มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก....โรคที่รักษาหายได้
โดย ผอ.กองงบ ทบ
มะเร็งในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของมะเร็งทั้งหลายที่พบในประเทศไทย และมีอัตราการเกิดโรคนี้สูงขึ้นทุกปีตามความเจริญของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันประชาชนคนไทยยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในโรคนี้ดีพอควร ซึ่งหากผู้ที่เริ่มป่วยได้มีความรู้ความเข้าใจ การรักษาผู้ป่วยที่ดำเนินการตั้งแต่ในระยะแรก สามารถหายขาดได้ ข้อมูลในเรื่องนี้ผู้เรียบเรียงได้สรุปจาก คู่มือการรักษาโรคสำหรับประชาชน : มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดย พ.อ.นายแพทย์ บรรลือ เฉลยกิตติ ศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผู้ที่เป็นแพทย์ที่รักษาผู้เรียบเรียง
บทนำภาพระบบทางเดินอาหาร และส่วนต่าง ๆ ของลำไส้
มะเร็งลำไส้ใหญ่ คืออะไร
มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่เกิดที่ลำไส้ส่วนปลายของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่รอรับการขับถ่ายอาหารที่มนุษย์เรารับประทานเข้าไป และเป็นอุจจาระออกทางทวารหนัก มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เกิดโดยทันทีทันใด แต่จะค่อย ๆ เกิดโดยใช้เวลานาน เริ่มต้นด้วยการเกิดก้อนเนื้อที่เยื่อบุลำไส้ ซึ่งก้อนเนื้อดังกล่าวจะมีโอกาสที่กลายเป็นมะเร็งต่อไปได้ (อาจจะไม่เป็นมะเร็งก็ได้) โดยเมื่อกลายเป็นเซลล์มะเร็ง จะเติบโตที่บริเวณผนังลำไส้ และลึกขึ้นจนกระทั่งเข้าไปในหลอดน้ำเหลือง ซึ่งมีโอกาสกระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะส่วนสำคัญของร่างกายที่รักษาหายขาดได้ยาก ได้แก่ ปอด (Lung) ตับ (Liver) สมอง (Brain) และกระดูก (Bone) (จำง่าย ๆ ว่า 2 B 2 L) ดังนั้น การรักษาที่ดี คือ ต้องทำการรักษาตั้งแต่เป็นก้อนเนื้อที่ผิดปกติ หรืออย่างน้อย ถ้าเป็นมะเร็งต้องทำการรักษาก่อนมีอาการ สรุปว่า รักษาเร็วเท่าไหร่ ผลการรักษาจะดีตามมาเท่านั้นปัจจุบันมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากเป็นอันดับสามของมะเร็งทุกชนิด และเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับสอง อย่างไรก็ตามอัตราการตายของมะเร็งลำไส้ใหญ่มีอัตราที่ลดลงมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความสำเร็จทางการแพทย์ในการค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการและการรักษาที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อัตราการหายของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรก มีอัตราการหายประมาณร้อยละ 90 ต่างจากอัตราการหายระยะหลังที่พบว่ามีอาการ ซึ่งจะเหลือประมาณร้อยละ 30 แต่ถ้ามีการกระจายไปสู่อวัยวะอื่น แล้วอัตราการหายจะลดน้อยลงไปอีก
ปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
1. การได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรม พ่อ แม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นมะเร็งไม่ว่าที่ใด มีโอกาสเกิดมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพ่งเล็งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งมากกว่า 3 คน อย่างน้อย สองรุ่น และมีอายุน้อยกว่า 50 ปี
2. ผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อักเสบเป็นเวลานานหลาย ๆ ปี
3. มีอายุมากกว่า 50 ปี
4. ทานอาหารที่มาจากสัตว์มากเกินไป
5. ไม่ได้ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย
6. ผู้ที่อ้วนมาก หรือเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นมะเร็งง่าย
7. ผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งการสูบบุหรี่จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งได้หลายระบบ
8. ผู้ที่ดื่มสุรามาก
1. การค้นหามะเร็งควรเริ่มทำตั้งแต่อายุ 50 ปี ขึ้นไปในคนปกติ แต่บางคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง (เช่น ผู้ที่มี บิดา มารดา หรือญาติพี่น้อง เป็นมะเร็ง) ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้ ส่วนอายุเท่าไหร่นั้นต้องปรึกษาแพทย์
2. การควบคุมอาหารโดยรับประทานอาหารที่มีกากไย เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอก็มีความสำคัญมาก
3. การได้รับวิตามินบำรุงร่างกายที่เหมาะสม โดยเฉพาะ กรดโฟลิค หรือโฟเลท แคลเซียมในอาหารและนม รวมทั้งวิตามินดีจากแสงแดด สามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้มาก
4. การรับประทานยาบางประเภท ซึ่งหากทานเป็นประจำช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เช่น แอสไพริน และยารักษาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แต่ยาประเภทนี้จะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น อาการเลือดออกง่าย กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือกระเพาะทะลุ แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวในการป้องกันการเป็นมะเร็ง
การป้องกันการเกิดมะเร็ง แม้ว่าเรายังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งได้ แต่ก็มีวิธีป้องกันการเกิดมะเร็งได้ ดังนี้การตรวจหามะเร็งในระยะแรก
การพบมะเร็งตั้งแต่แรกจะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุดโดยการรักษาระยะแรกตั้งแต่มีก้อนเล็กจะรักษาง่ายกว่า ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยและมีผลแทรกซ้อนน้อยมาก สรุปว่าการพบมะเร็งก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นสิ่งที่ดีที่สุดการตรวจหามะเร็งในระยะแรกมีหลายวิธี ดังนี้
1. การตรวจหาเลือดในอุจจาระ การตรวจด้วยวิธีนี้ ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่า หากเริ่มเป็นในระยะแรก เนื่องจากมีเลือดจำนวนน้อยปนมากับอุจจาระ ต้องได้รับการตรวจทางเคมี หากผู้ป่วยพบว่าเริ่มมีการท้องผูกหรืออุจจาระยาก ผิดปกติไปจากที่เคยเป็น และอุจจาระมีสีเข้ม ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจจะได้รับคำแนะนำในการตรวจด้วยวิธีนี้
2. การตรวจโดยใช้กล้องซิกมอยด์โดสโคป (ยาว 60 ซม.) หรือกล้องโคโลโนสโคป (ยาว 180 ซม.) กล้องชนิดดังกล่าวมีขนาดเท่านิ้วมือเป็นชนิดที่งอได้ สามารถสอดใส่เข้าทางทวารหนัก เข้าไปได้ทั่วตลอดลำไส้ใหญ่ แพทย์สามารถตรวจดูได้ทางจอภาพ และสามารถสอดใส่เครื่องมือขนาดเล็ก เพื่อตัดก้อนเนื้อบางส่วน หรือทั้งหมดนำมาตรวจได้ การตรวจด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจะต้องพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้ทำการตรวจ ซึ่งจะต้องมีการทำความสะอาดลำไส้ (โดยผู้ป่วยเอง) ด้วยการทานอาหารอ่อน และยาระบายก่อนการตรวจประมาณ 2 วัน
การตรวจด้วยวิธีนี้ จะให้ผลที่ชัดเจนแน่นอน ผู้ป่วยมักกลัวว่าจะเจ็บในขณะที่สอดใส่กล้องเข้าไปทางทวารหนัก ซึ่งก่อนการตรวจแพทย์จะให้ยานอนหลับ จะทำให้ผู้รับการตรวจไม่รู้สึกตัวขณะแพทย์ทำการตรวจ สำหรับผู้รับการตรวจที่เคยมีการดื้อยานอนหลับ อาจต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อเพิ่มปริมาณยานอนหลับในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับการตรวจหลับขณะทำการตรวจ การตรวจด้วยวิธีนี้ แพทย์มีข้อแนะนำว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ควรรับการตรวจวิธีนี้ ในการตรวจร่างกายประจำปี (สำหรับข้าราชการเบิกได้) โดยการตรวจครั้งหนึ่งหากไม่พบสิ่งผิดปกติ สามารถเว้นการตรวจไปได้ถึง 10 ปี (สำหรับผู้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งอาจน้อยกว่านี้)
3. การเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยใส่แป้งเข้าทวารหนัก โดยแป้งจะเข้าไปเคลือบเยื่อบุลำไส้ใหญ่ ทำให้เห็นลักษณะต่าง ๆ ได้ การตรวจด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องเตรียมลำไส้ใหญ่ให้สะอาดเหมือนการส่องกล้อง
ข้อแนะนำจากแพทย์ในการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่1. ควรตรวจหาเลือดในอุจจาระทุกปี
2. ตรวจโดยใช้กล้องซิกมอยด์โคสโคป (ยาว 60 ซม.) หรือตรวจโดยเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยใส่แป้งเข้าทางทวารหนัก ทุก ๆ 5 ปี
3. ตรวจโดยกล้องโคโลโนสโคป (ยาว 180 ซม.) ทุก ๆ 10 ปี
อาการแสดงของมะเร็งลำไส้ใหญ่1. การขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ถ่ายบ่อยขึ้น ถ่ายลำบากมากขึ้น อุจจาระลำเล็กลง อุจจาระเป็นเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นอย่างต่อเนื่องมิใช่ระยะเวลาหนึ่ง
2. ความรู้สึกถ่ายไม่หมด ถึงแม้จะพยายามถ่ายหลายครั้งแล้วก็ตาม ทำให้มีความรู้สึกอยากถ่ายตลอดเวลา
3. ถ่ายเป็นเลือด หรือเป็นมูก หรือมูกปนเลือด
4. ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ เรื้อรัง
5. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลียซีด
หมายเหตุ ข้อ 1 เป็นอาการเริ่มแรก หากปล่อยไว้ไม่ทำการรักษา ก็จะเกิดอาการตามข้อ 2 - 5 ตามมา
การตรวจหลังได้ผลว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
หลังจากพบผู้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต้องตรวจต่อไปว่ามีการกระจายไปยังอวัยวะใดบ้าง โดยทั่วไปมะเร็งลำไส้ใหญ่หากปล่อยทิ้งไว้จะกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง และตับมากที่สุด รองลงไปก็คือ ปอด การตรวจหาการกระจาย ได้แก่
1. เอ็กซเรย์ปอด
2. อัลตร้าซาวด์ ตับ เพื่อดูดการกระจายไปที่ตับ รวมถึงขนาด จำนวน และตำแหน่งของก้อนเนื้อ
3. เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีทีสแกน) เป็นการเอ็กซเรย์หลายจุดของผู้ป่วย เพื่อดูอาการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น บริเวณช่องท้อง ช่องอก และสมอง
4. เอ็มอาร์ไอ เป็นการปล่อยเคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปในเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยคอมพิวเตอร์ของเครื่องจะประมวลผลเป็นรูปตัดขวางใช้ดูการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ๆ
การแบ่งมะเร็งเป็นระยะต่าง ๆ
การแบ่งระยะการกระจายของมะเร็ง พอจะบอกได้คร่าว ๆ หลังจากผลการตรวจเลือด และผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ ซึ่งในการผ่าตัดแพทย์จะทำการสำรวจช่องท้องภายในทั้งหมด แล้วนำลำไส้ใหญ่ที่ตัดออก รวมทั้งต่อมน้ำเหลือง และชิ้นเนื้อจากที่ต่าง ๆ ที่คิดว่าผิดปกติ นำมาตรวจทางพยาธิวิทยา จึงจะทราบได้ค่อนข้างแน่นอนว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใด การแบ่งการกระจายของมะเร็ง จะดูจากความลึกของชั้นผนังลำไส้ที่มะเร็งลุกลามไป และดูการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และอวัยวะอื่น ๆ ระยะหรือ Stage ที่นิยมใช้แบ่งได้ 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 มะเร็งในระยะนี้จะกินลึกเพียงชั้นเยื่อบุผิวด้านในของลำไส้เท่านั้น ยังไม่ลุกลามถึงขั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ ซึ่งหากได้รับการผ่าตัดจะมีอัตราการรอดชีวิตมากกว่าร้อยละ 90 โดยไม่มีมะเร็งเกิดขึ้นใหม่ภายใน 5 ปีระยะที่ 2 มะเร็งระยะนี้จะกินลึกเลยชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ใหญ่ หรือออกไปสู่อวัยวะใกล้เคียง แต่ยังไม่ลุกลามสู่ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่น ๆ ซึ่งหากได้รับการผ่าตัดจะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 70 โดยไม่มีมะเร็งเกิดขึ้นใหม่ภายใน 5 ปีระยะที่ 3 มะเร็งระยะนี้จะมีการกระจายออกไปนอกลำไส้สู่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณก้อนมะเร็ง แต่ยังไม่มีการกระจายไปสู่อวัยวะอื่นที่อยู่ห่างไกล ซึ่งหากได้รับการผ่าตัดจะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 40 โดยไม่มีมะเร็งเกิดขึ้นใหม่ภายใน 5 ปีระยะที่ 4 มะเร็งระยะนี้จะกระจายไปสู่อวัยวะที่ห่างไกล เช่น ตับ ปอด เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีอัตราการรอดชีวิตเพียงร้อยละ 10 หลังจากการผ่าตัด ซึ่งจะต้องทำการรักษาต่อไปด้วยการให้เคมีบำบัด หรือการให้รังสีรักษา (การฉายแสง)การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก มีการรักษาหลักได้ 3 วิธี คือ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการให้รังสีรักษา ในการรักษาอาจใช้ร่วมกันสองหรือสามวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมะเร็งและระยะที่พบ โดยแพทย์จะแจ้งวิธีการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติได้รับทราบ
ในการผ่าตัดแพทย์จะตัดก้อนเนื้อและลำไส้ใหญ่ข้างเคียง รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างเคียงด้วย ถ้าก้อนมะเร็งติดอวัยวะใด แพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการตัดก้อนเนื้อที่กระจายไปที่อวัยวะนั้นออกด้วย ในบางรายที่มีการอุดตัน หรือการรั่วของลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำให้อุจจาระออกในช่องท้อง ทำให้ต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉิน แพทย์ผู้ผ่าตัดอาจจำเป็นต้องเปิดลำไส้ใหญ่ถ่ายทางหน้าท้องก่อน โดยที่ยังไม่สามารถตัดก้อนมะเร็งออกได้ในการผ่าตัดครั้งนั้น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและไปผ่าตัดก้อนเนื้อในครั้งต่อไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป็นมะเร็งในระยะไหน นอกจากนี้การผ่าตัดในรายที่มีก้อนเนื้อในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่ติดกับทวารหนักจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซึ่งอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการผ่าตัดทวารหนักออก และถ่ายอุจจาระทางหน้าท้องอย่างถาวร
การผ่าตัด เป็นวิธีที่ดีที่สุด หลังจากแพทย์ได้พบว่ามีชิ้นเนื้อในลำไส้ใหญ่จากการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องทางทวารหนัก และมีความจำเป็นต้องผ่าตัด โดยการผ่าตัดดังกล่าวเป็นการผ่าเปิดหน้าท้อง ซึ่งถือว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งแพทย์จะต้องตรวจหลาย ๆ ส่วนของร่างกาย เพื่อตรวจความพร้อมของผู้ป่วยก่อนรับการผ่าตัด เช่น ปอด หัวใจ และทำการอัลตร้าซาวด์ หรือทำซีทีสะแกน (เพื่อดูการกระจายของมะเร็ง) ในกรณีของผู้เรียบเรียง ตรวจพบความผิดปกติของหัวใจ (ทั้งในการตรวจคลื่นหัวใจด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า และการเดินสายพาน) จึงต้องทำการสวนหัวใจเพื่อตรวจสอบความผิดปกติก่อนการผ่าตัด โชคดีที่ไม่ต้องทำบัลลูน หรือบายพาส เส้นเลือดที่หัวใจ (สาเหตุของการผิดปกติเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจบางจุด ซึ่งไม่เป็นอันตราย หากจะต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบ)การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นการใช้ยาเข้าไปทำลายเซลมะเร็งที่กระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายหลังจากการผ่าตัด มี 2 แบบ คือ การใช้ยาในกรณีที่ไม่มีก้อนมะเร็งที่ตรวจพบเหลือในร่างกาย (เป็นการป้องกัน หรือกำจัดเซ็ลมะเร็งที่มีคงเหลือ)และการให้ยาในกรณีที่ยังมีก้อนมะเร็งอยู่ในร่างกาย (เป็นการรักษาโดยทำลายเซ็ลมะเร็ง)โดยวิธีการให้ยาเคมีบำบัดมีหลายวิธี เช่น ด้วยวิธีรับประทาน วิธีฉีดเข้าสู่เส้นเลือดดำ และวิธีฉีดเข้าสู่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตำแหน่งนั้น ๆ ทั้งนี้ การใช้วิธีใดเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งการรักษาด้วยเคมีบำบัดนิยม ใช้ในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่สาม และระยะที่สอง ที่มีความเสี่ยงต่อการกระจายสูง ผลแทรกซ้อน จากการใช้ยาเคมีบำบัด อาจมีได้ เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ผมร่วง มือเท้าบวม เป็นแผลในปาก ท้องเสียจนถึงขั้นถ่ายเป็นเลือด การทำลายเซลเม็ดเลือด มีภาวการณ์ติดเชื้อง่าย ผลแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของยาที่ให้ ซึ่งยาในปัจจุบันมักเกิดอาการแพ้ หรือผลข้างเคียงน้อยลง
การฉายแสง
การฉายแสงเป็นการใช้รังสีพลังงานสูง นิยมใช้ในรายที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนตรง มีจุดประสงค์เพื่อการเข้าทำลายก้อนมะเร็งก่อนการผ่าตัด และในกรณีที่ในการผ่าตัดแล้วไม่สามารถตัดก้อนมะเร็งได้หมดสิ้น รวมทั้งในผู้ป่วยที่เป็นมากจนไม่สามารถทำการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ การฉายแสงจะทำให้ผู้ป่วยทุเลาจากอาการของลำไส้อุดตัน และภาวะเลือดออกทางทวารหนัก ปกติการฉายแสงมักใช้ควบคู่กับการให้ยาเคมีบำบัด ผลแทรกซ้อน จากการฉายแสงจะเกิดภาวะผิดหนังไหม้ คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดแสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือปวดแสบขณะปัสสาวะ
เมื่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ควรจะทำอย่างไร
เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับทำการรักษาแต่เนิ่น ซึ่งจะมีโอกาสรักษาให้หายได้ และไม่เป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยผู้ป่วยและญาติจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ รวมทั้งการรักษาจากแพทย์เมื่อเรารู้ว่าโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ จึงมีความจำเป็นที่ให้ผู้ป่วยได้รับทราบเพื่อให้รู้ถึงวิธีในการรักษา ซึ่งผู้ป่วยจะต้องมีกำลังใจและดูแลร่างกายให้สมบูรณ์ เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายนี้ รวมทั้งการได้รับกำลังใจจากญาติและเพื่อนฝูง โดยข้อมูลการเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยและญาติสมควรรู้จากแพทย์ผู้รักษา ได้แก่
- อาการอยู่ในระยะไหน
- มีทางเลือกในการรักษาอย่างไร และควรรักษาอย่างไร
- การรักษาแต่ละอย่างมีผลข้างเคียงอย่างไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
- โอกาสในการหายเป็นอย่างไร
- จำเป็นต้องขับถ่ายทางหน้าท้องหรือไม่ ถ้าต้องถ่ายทางหน้าท้องมีวิธีปฏิบัติอย่างไร
- เป็นมะเร็งตำแหน่งไหน กระจายไปถึงไหนการปฏิบัติตัวหลังการรักษา
หลังการรักษา ได้แก่ การผ่าตัด การฉายแสง และการให้ยาเคมีบำบัดแล้ว ยังไม่มีสิ่งที่จะบอกว่าผู้ป่วยจะหายขาดจากการเป็นมะเร็ง เนื่องจากการตรวจที่ทำไปจะไม่สามารถเห็นเซลมะเร็งเล็ก ๆ ที่อาจจะเติบโตต่อไป จะมองเห็นได้ในอนาคต ผู้ป่วยจึงควรต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจหาการกระจายหรือกลับมาใหม่ ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการตรวจ ดังนี้
1. ตรวจเลือดหาสารที่หลั่งจากเซลมะเร็ง ทุก ๆ 3 เดือน หลังการรักษา
เป็นเวลา 3-5 ปี หลังจากนั้นอาจได้ตรวจห่างขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์
2. เอ็กซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 5 ปี เพื่อดูการกระจายไปที่ปอด
3. อัลตร้าซาวด์ตับ หรือซีทีสแกน ปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูการกระจายไปตับ
4. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือเอ็กซเรย์ สวนแป้งเข้าไปในลำไส้ใหญ่ในปีแรก หลังจากนั้นทุก ๆ 3-5 ปี
5. ตรวจการกระจายไปสมอง หรือกระดูก
บทสรุป มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก เป็นโรคที่หากผู้ป่วยรู้ตัวเร็วจะมีขั้นตอนการรักษาให้หายได้โดยไม่ยาก โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยและญาติจะต้องรับทราบรายละเอียดของโรคนี้ เพราะการปล่อยทิ้งไว้ให้อาการป่วยมีระยะที่สูงขึ้นจะทำให้การรักษามีความยุ่งยากและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้เรียบเรียงทราบว่าทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา กำลังคิดค้นยารักษาโรคมะเร็ง โดยมีเป้าหมายว่าโรคมะเร็งจะเปรียบเสมือนโรคไข้หวัดที่สามารถรักษาให้หายได้โดยง่าย แต่เป้าหมายที่เขาติดไว้จะต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี ยังไม่สามารถตอบได้
เอกสารอ้างอิง
บรรลือ เฉลยกิตติ , พ.อ. น.พ. : คู่มือการรักษาโรคสำหรับประชาชน มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก บริษัท คัลเลอร์ ฮาร์โมนี่ จำกัด, 2549
*********************
(รังสีรักษา) (Chemotherapy). Download(pdf file)
