เขาให้เขียน(26)
เขาให้เขียน(26)
ตอนว่าด้วยเดือนตุลาคม
“ตุลาคม” เป็นชื่อของเดือนตามปีปฏิทินสากลที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นเดือนที่ 10 ของวงรอบ 1 ปี
มี 31 วัน ประเทศไทย (สยาม)ในอดีต ปฏิทินแบบเก่า ใช้เป็น เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม.......เดือนสิบสอง เป็นต้น และมาเริ่มใช้ชื่อเป็นเดือนตุลาคมในปี พ.ศ.2432 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เป็นผู้เสนอให้ใช้ (ข้อมูลวิกิพีเดีย)
เดือนตุลาคม นั้น สำคัญไฉน อะไรเป็นเหตุให้ผู้เขียนหยิบยกมา.............ในช่วงอายุของผู้เขียน จำได้ว่า เดือนตุลาคมของแต่ละปี มีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมือง เมื่อผู้เขียนกล่าวถึง............ หลายท่านคงทราบกันดี ขอยกมาเป็นตัวอย่างบางเรื่องบางตอนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเนื้อเรื่องที่จะบอกเล่ากันต่อไป อาทิ
- เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย ที่สำคัญยิ่งเหตุการณ์หนึ่ง นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการลุกฮือของประชาชนนับแสนๆคน เพื่อต่อต้านรัฐบาล โดยมีจุดเริ่มต้นที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยประชาชนหลายหมู่เหล่ารวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้อง รัฐธรรมนูญ จนเกิดเหตุบานปลายไปสู่ความรุนแรง และการจลาจลเกิดขึ้น จนเกิดการเรียกขานจากผู้ถูกกระทำว่า “วันมหาวิปโยค” สำหรับผู้อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็เรียกว่า “วันมหาปิติ” ส่วนรายละเอียดเรื่องราว.................. ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาอ่านได้ทั่วไป
- เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เกิดการจลาจล ขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง
ด้วยสาเหตุต่อเนื่อง ภายหลัง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน.............. เมื่อ จอมพลถนอมกิตติขจร ในสถานภาพพระภิกษุได้เดินทางกลับประเทศไทย เกิดการประท้วงของนิสิตนักศึกษา โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ผลของการประท้วงครั้งนั้นนำมาสู่การรัฐประหาร 6 ตุลาคม เป็นเหตุให้ บรรดาผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลและนิสิตนักศึกษาบางกลุ่ม หนีภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ บางกลุ่มก็กลับเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และต่อมาภายหลังได้เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 และ65/25 นั่นเป็นความทรงจำของผู้เขียน ที่ผ่านเหตุการณ์มา
เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ก็เช่นกันซึ่งเกิดขึ้นอย่างที่ทุกคนรับทราบทั่วไป เหตุการณ์จะเป็นใครกันบ้างและจะสรุปลงเอยกันอย่างไร....... ก็ขอยกให้ผู้อ่านได้ติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน.............. ต่อข่าวสาธารณะต่อไป
ย้อนกลับมาในจิตประหวัดของผู้เขียน เกือบจะทุกวันราชการ ผู้เขียนขับรถไปทำงานผ่านพระบรมรูปทรงม้า พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราช ณ ลานพระราชวังดุสิต ทุกครั้งที่ผ่าน จะยกมือกราบบังคมตลอดมา ในเช้าวันที่ 22 ตุลาคม ก็เช่นกัน แต่คราวนี้ผู้เขียนได้นึกถึงเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น หลายเรื่องราวมีการเรียกร้องหรือต้องการให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในบ้านเมืองของเรา
2
มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีการใส่เสื้อแบ่งสีกันต่างๆ จนหลายท่านในบ้านเมืองวิตก จะนำไปสู่เหตุการณ์จลาจลหรือถึงขั้นสงครามกลางเมือง ซึ่งผู้เขียน...ก็ไม่ต้องการหรือไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ความปรารถนาของผู้เขียนขอยกบทกลอนของ นายชิตไวทย์............... เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ทุกคนได้คิดทบทวนสิ่งที่เป็นอยู่กันบ้าง :-
หยุดทำร้าย ต่อกัน และกันเถิด หยุดการเกิด สามัคคีเภท ในเขตบ้าน
หยุดแยกฝ่าย ยึดถือ เทพหรือมาร หยุดล้างผลาญ วงศ์วานไทย ใคร่ปรองดอง
ความรุนแรง จงมะลาย หายสิ้นหมด ความรันทด จงผ่อนคลาย ราวเศร้าหมอง
ความถือดี จงลดหลั่น ตามครรลอง ความลำพอง จงลบเลือน เคลื่อนออกไป
ส่งน้ำใจ แบ่งปัน กันพออิ่ม ส่งรอยยิ้ม ลบน้ำตา พาสดใส
ส่งน้ำคำ สร้างสรรค์ ปันน้ำใจ ส่งวันใหม่ เป็นวันดี ที่รอคอย
ทำสังคม สานใจไทย ให้ลือเลื่อง ทำการเมือง ให้เจริญ ก้าวเดินต่อ
นำวิถี ชีวิต คิดเพียงพอ ทำเพื่อพ่อ ได้ไหม ให้ตึกตรอง
ความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ในบ้านเมืองขณะนี้.......เป็นเหตุให้มีผู้สร้างสถานการณ์ที่ไม่หวังดีดำเนินกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย และนำไปสู้ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และกระบวนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย กระทบต่อการใช้สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะมีการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นในการต่อสู้ความเคลื่อนไหวดังกล่าว บางห้วงเวลาได้มีการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการพาดพิง ดูหมิ่นและบ่อนทำลายและกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง ในจิตสำนึกของผู้เขียนรวมทั้งพสกนิกรชาวไทยที่เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทคงจะยอมไม่ได้ องค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อปวงชนชาวไทย ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ โดยทรงเป็นองค์พระมหากษัตริย์ของคนไทยทุกคน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายผู้ที่สวมเสื้อสีทุกสี นับถือศาสนาทุกศาสนา ล้วนแต่เป็นพสกนิกรขององค์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือใช้กล่าวอ้างในการกระทำใด ๆ และเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องส่งเสริม ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือเกล้าตราบชั่วชีวิตจะหาไม่ ผู้เขียนขอเรียกร้อง คนไทยทุกคน ทุกคนที่มีสติ ช่วยกันได้ไหม ช่วยชี้นำพาประเทศไทย สังคมไทย ซึ่งเคยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี ให้หันหน้าเข้าหากัน ให้อภัยกันและพูดคุยกัน ช่วยกันทำสังคมไทยอันเป็นที่รักยิ่งเกิดความสงบสุข สร้างสรรค์จรรโลงให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ กอรปกับด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต่างฝ่ายต่างประกาศว่ารักและเทิดทูนท่านว่า เรานั้นมี “พ่อหลวงองค์เดียวกัน” อย่าให้ความขัดแย้งส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มาบั่นทอนความรักความสามัคคีของชนในชาติหมดไปและขยาย ลุกลามเป็นความขัดแย้งของ
3
คนในสังคมโดยรวม ใครผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย สังคมหรือประเทศชาติก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เป็นสังคมที่สงบสุขดังเช่นที่เป็นมาแต่ก่อนๆ
ขณะที่ผู้เขียนกำลังขับรถจะผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ(22 ตุลาคม 2551) ... มีสิ่งที่ดลใจให้ผู้เขียนเลี้ยวรถไปจอด ณ ลานพระรูป ฯ และกราบถวายบังคมฯ.... พรุ่งนี้แล้วซินะ (23ตุลาคม) วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระปิยะมหาราช อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน พร้อมน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อประเทศไทย ด้วยพระบาทมีมากล้นรำพัน ในขณะครองราชย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันหลากหลาย ล้วนนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ด้วยพระปรีชาสามารถ จนเหล่าพสกนิกรพร้อมกันถวายพระนามว่า “ พระปิยะมหาราช ” ผู้เขียนขอยกพระราชกรณียกิจที่สำคัญบางประการเป็นพอสังเขปสำหรับผู้อ่านในการน้อมรำลึกเป็น อาทิ
ด้านการปกครอง ทรงให้มีการเลิกทาส ทรงยกเลิกจุตุสดมภ์ (เวียง วัง คลัง นา) ปฏิรูประบบราชการมาเป็นระบบกระทรวง
ด้านการศึกษา ทรงตั้งกระทรวงธรรมการ โรงเรียนฝึกหัดครูโรงเรียนสำหรับราษฎรที่
วัดมหรรณพาราม ส่งข้าราชการไปศึกษาต่างประเทศ ตั้งโรงเรียนข้าราชการพลที่วิวัฒนาการเมาเป็นจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยและโรงเรียนทหารมหาดเล็กที่วิวัฒนาการมาเป็นโรงเรียน
นายร้อยพระจุลเกล้าในปัจจุบันเช่นกัน
ด้านคมนาคม ทรงให้มีการเดินรถไฟ รถรางและสร้างถนนต่าง ๆ มากมาย
ด้านสาธารณูปโภค ทรงริเริ่มกิจการ ไฟฟ้า ประปา และกิจการไปรษณีย์โทรเลขโทรศัพท์
ด้านการสาธารณสุข ทรงจัดตั้งสภากาชาด โรงพยาบาลศิริราช และอื่น ๆ อีกมาก
แต่ที่คนไทยไม่อาจลืมเลือน คือการป้องกันประเทศไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้น ลัทธิล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมยุโรปที่กำลังแพร่ระบาดมาในประเทศเอเชียจนประเทศต่าง ๆ รอบบ้านเราตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งล่าเมืองขึ้นเหล่านั้นทุกประเทศ
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านจึงทำให้ประเทศไทยเป็นอิสระดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ
และศักดิ์ศรี เชิดหน้าชูตากับประเทศต่าง ๆ ในโลกปัจจุบันอย่างภาคภูมิ กิจการต่าง ๆ ที่ได้ทรงริเริ่มได้ฝังรากลึกเป็นฐานของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นอเนกประการ ผู้เขียนและพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีพระปรีชาญาณอันสูงส่งในอันที่ทรงตระหนักถึงหนทางในอนาคต ได้ทรงวางรากแก้วของประเทศไว้อย่างถูกต้องด้วยพระวิริยะอุตสาหะ สร้างความเป็นปึกแผ่นและเป็นเอกภาพของชาติไทยจนถึงทุกวันนี้
ฉะนั้นจึงถือได้ว่าในวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปีเป็นเสมือนวันที่พระองค์ท่าน ทรงวางรากฐานความเจริญก้าวหน้า ความวัฒนาสถาพรให้แก่ประเทศไทย และปวงชนทุกหมู่เหล่า จึงควรที่ผู้ที่เป็นชาว
4
ไทยทุกคนในฐานะที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่าน จงพร้อมถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านและพระบรมราชวงศานุวงศ์จักรีทุกพระองค์ชั่วกาลนาน
